สิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับการให้ อาหารม้าแข่ง

ม้าแข่ง

ม้าเป็นสัตว์ที่คนไทยหลายคน หันมาให้ความสนใจและนิยมหันมาเลี้ยงกันเยอะมากขึ้น ไม่ต่างจากวัวควายในบ้านเรา แต่สิ่งที่แตกต่างจากสัตว์พวกนี้ก็คือ ม้าเป็นสัตว์ที่อาจจะเลี้ยงยากกว่าหน่อย ยิ่งถ้าเป็นม้านำเข้า ไม่ใช่ม้าของไทยโดยตรง โอกาสที่ม้าจะเป็นอันตรายก็ยิ่งมากขึ้น ทั้งเรื่องของสภาพแวดล้อม ที่ม้าอาจจะปรับตัวไม่ทัน และอาหารการกินของม้า ที่ให้อย่างไม่ถูกต้อง การให้ อาหารม้าแข่ง จึงต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายอย่าง

อาหารม้าแข่ง

ม้าเป็นสัตว์ที่กินหญ้าและพืชเป็นอาหารหลัก สำหรับม้าที่มีขนาดใหญ่ ต้องการปริมาณอาหารต่อวันถึงวันละ 40 กิโลกรัมเลยทีเดียว แต่ถ้าเป็นม้าเล็ก ก็อยู่เพียงแค่ 20 กิโลกรัม การให้อาหารรม้าไม่ใช้เพียงแค่ให้หญ้า หรือว่าพืชอย่างเดียวเท่านั้น ยังมีอีกหลายอย่างที่จำเป็นสำหรับม้าในเรื่องของการกิน มีอะไรบ้าง

-ให้อาหารอย่างเพียงพอ การให้อาหารม้าที่เป็นอาหารหยาบประเภทหญ้าและฟาง ถือว่าเป็นอาหารหลักสำหรับม้า และต้องให้ในปริมาณที่พอเพียงสำหรับม้าด้วย โดยต้องมีการคำนวณในเรื่องของการให้อาหารก่อน จากน้ำหนักของตัวม้า นกตัวอย่างเช่นการให้หญ้าสดครึ่งหนึ่ง และหญ้าแห้งอีกครึ่งหนึ่งให้พอเพียง โดยพยายามหลีกเลี่ยงหญ้าที่อาจจะเกิดอันตรายจากม้า อย่างเช่นอัลฟัลฟ่า

หรือนอกเหนือจากนั้น ก็อาจจะเสริมด้วยอาหารสำเร็จรูปที่เป็นอาหารข้นด้วยก็ได้ อย่างเช่นอาหารม้าแข่ง อาหารประเภทนี้จะมีแร่ธาตุแลละวิตามินที่ครบถ้วนสำหรับม้า ทำให้ม้าได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน ไม่เสี่ยงต่อการเป็นโรคที่เกี่ยวกับลำไส้ และก็ทางเดินอาหารของม้า

-มีน้ำสะอาดให้ตลอด ม้าที่มีขนาดตัวเกิน 400 กิโลกรัม มีความต้องการน้ำในแต่ละวันอยู่ที่ 20 ลิตร ฉะนั้นการเตรียมน้ำสะอาดเอาไว้ให้สำหรับม้าเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะถ้าม้าเกิดอาการขนาดน้ำขึ้นมาเมื่อไหร่ จะทำให้ม้าเสียชีวิตได้ทันที โดยเฉพาะม้าที่เป็นม้านำเข้า ภูมิต้านทานทางด้านภูมิอากาศที่ร้อนอย่างประเทศไทย ก็อาจจะทำให้ม้าเสี่ยงเกิดอันตรายได้ง่ายกว่าเดิม

-ปล่อยให้ม้ากินอาหารเองบ้าง นอกจากจะให้อาหารม้าแข่ง ที่จัดให้ในแต่ละวันแล้ว สิ่งที่จำเป็นอีกอย่างก็คือ ต้องให้ม้าได้หาอาหารเองบ้าง อย่างเช่นการปล่อยตามทุ่งหญ้าหรือสนาม ให้ม้าได้เดินหาอาหารเอง เป็นการออกกำลังกายด้วย เพราะถ้าม้าไม่ได้มีการเคลื่อนไหวทางด้านร่างกายเลย โดยอยู่แต่ในคอก โอกาสที่ม้าจะมีปัญหาทางด้านทางเดินอาหารก็สูงขึ้นองการเกิดโรคอีกหลายอย่าง

-ถ่ายพยาธิ การให้อาหารม้าที่เป็นหญ้าสด และการปล่อยให้ม้าได้หาอาหารเอง ก็อาจจะทำให้ม้ามีพยาธิที่ติดมากับหญ้าเหล่านั้นได้ จึงต้องมีการถ่ายพยาธิให้ม้าอยู่สม่ำเสมอ หากไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง ก็ควรแจ้งกับสัตวแพทย์โดยตรง เพื่อดำเนินการถ่ายพยาธิม้า เป็นการป้องกันการอุดตันของลำไส้ม้า และเป็นสาเหตุข

เรื่องเหล่านี้ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการเลี้ยงม้า ที่คนอยากจะเลี้ยง ต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของการให้ อาหารม้าแข่ง เสียก่อน เพราะถ้าไปเลี้ยงโดยที่ไม่มีการศึกษาหรือว่าเตรียมพร้อมก่อน ม้าก็อาจจะเกิดอันตรายบาดเจ็บ หรือไม่ก็ทำให้เสียชีวิตได้เลยก็มี

BLACKPINK

ลิซ่า BLACKPINK มีดีอะไร ทำไมใคร ๆ ต่างก็รักเธอ

นาทีนี้ถ้าพูดถึงเกิร์ลกรุ๊ป K-pop ที่มียอดจองและแย่งชิงตั๋วและบัตรกำนัลกันแบบวินาทีแล้วล่ะก็ มั่นใจได้เลยว่าหนีชื่อ BLACKPINK ไปไม่พ้นแน่นอน เพราะ 4 สาวมหัศจรรย์ได้สร้างความนิยมถล่มทลายไปแล้วแทบทุกทวีปบนโลก แม้แต่โลกตะวันตกอย่างยุโรปหรืออเมริกาที่วัฒนธรรมแตกต่างกับเอเชียอย่างสุดขั้ว สาว ๆ BLACKPINK ก็ขึ้นไปแสดงฝีมือบนเวทีใหญ่ ๆ อย่างเทศกาลดนตรี Coachella มาแล้ว ไม่เพียงแค่นั้น ชาร์ตเพลงอเมริกาอย่าง Billboard ที่เพลงจากโลกตะวันออกยากจะหลุดเข้าไป BLACKPINK ก็ทำสำเร็จมาแล้วเช่นกันจากหลายซิงเกิล

ด้วยความสำเร็จถล่มทลายขนาดนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสมาชิกทั้ง 4 ต่างก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งเมื่อมารวมตัวกันกลับช่วยกันสร้างสีสันและมีเคมีลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ สมกับที่ YG Entertainment ตั้งใจให้วงนี้ประสบความสำเร็จตามรุ่นพี่ (YG ไม่ได้สร้างเกิร์ลกรุ๊ปอีกเลยตั้งแต่ 2NE1) และสำหรับคนไทยก็ต้องถือว่าพิเศษมาก ๆ เนื่องจากหนึ่งในสมาชิกของวงนั้นเป็นคนไทยแท้ ๆ ณ วันนี้เธอได้กลายเป็นหนึ่งในคนไทยที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งในเวทีโลก เธอคนนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากสาวสวยคนเก่งของเรา “ลิซ่า ลลิสา มโนบาล” วันนี้เรามาทำความรู้จักเธอให้มากขึ้น จะได้รู้ว่าทำไมเธอถึงครองหัวใจของคนทั่วโลกได้อยู่หมัด

ลิซ่า หรือ ชื่อจริงว่าลลิสา มโนบาล ปัจจุบันอายุ 22 ปี เธอเป็นน้องคนเล็กของวง (เกาหลีจะเรียกคนอายุน้อยสุดในวงว่ามักเน่) เป็นคนกรุงเทพมหานครโดยกำเนิด ลิซ่าเป็นลูกคนเดียวของครอบครัว พ่อเลี้ยงของเธอเป็นเชฟชาวสวิสเซอร์แลนด์ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ลิซ่าพูดภาษาอังกฤษได้ดีเหมือนเจ้าของภาษา ตำแหน่งเวลาอยู่ในวง BLACKPINK ของเธอได้แก่แร็ปเปอร์ แดนเซอร์ และซับโวคอล โดยเฉพาะการเต้นของเธอนั้นได้รับการยกย่องว่าเป็นพรสวรรค์อย่างแท้จริงที่น้อยคนนักจะมีได้

แม้ว่าเธอจะประสบความสำเร็จอย่างสูงกับ BLACKPINK แต่รู้ไหมว่ากว่าจะมาถึงจุดนี้นั้นไม่ง่ายเลย เพราะขึ้นชื่อว่าเกาหลีย่อมรู้กันดีว่าเป็นชาติที่ทำงานหนักมากถึงมากที่สุด เป็นที่พูดกันในหมู่สาวก K-pop เป็นประจำว่าวงการศิลปินไอดอลเกาหลีนั้นเป็นวงการที่แข่งขันกันดุเดือดเชือดคอ เหนื่อยมากจนมีคนมากมายที่ยอมแพ้ ยากแม้กระทั่งสำหรับคนเกาหลีเอง แล้วยิ่งลิซ่าเป็นคนไทย เธอจึงต้องพยายามมากกว่าคนอื่นหลายเท่าตัว ไหนจะเรื่องภาษาที่เธอจะต้องเริ่มเรียนภาษาเกาหลีจากศูนย์ให้เท่ากับคนเกาหลีเพื่อให้ร้องเพลงได้ ไหนจะเรื่องการปรับตัวกับการใช้ชีวิตในประเทศที่ไม่คุ้นเคยอีก เห็นได้ชัดเลยว่าแรงกดดันนั้นมหาศาลจริง ๆ

ก้าวแรกของลิซ่ากับ YG Entertainment เริ่มต้นจากรายการ YG Audition Thailand เมื่อปี 2010 โดยทีมงานจะคัดเลือกเพียงคนเดียวจากผู้สมัครทั้งหมด 4,000 คน ลิซ่าได้กลายเป็นเด็กฝึกของ YG จากรายการนี้ จากนั้นเธอจึงค่อย ๆ ได้รับงานแฟชั่น งานมิวสิกวิดีโอ แต่แฟน ๆ ที่เอาใจช่วยและตัวลิซ่าเองก็ต้องใช้เวลากว่า 6 ปี เป็นช่วงเวลา 6 ปีที่ยาวนานและแทบไม่เห็นอนาคต แต่จนแล้วจนรอด ในที่สุดลิซ่าก็ได้ถือกำเนิดขึ้นเป็นดาวรุ่งดวงใหม่ด้วยการเดบิวท์เป็นหนึ่งในวงศิลปินเกิร์ลกรุ๊ปนาม BLACKPINK ร่วมกับอีกสามสาวสวยและเก่งอย่าง จีซู เจนนี่ และโรเซ่ ลิซ่าเป็นศิลปินต่างชาติคนเดียวที่ได้เดบิวท์กับ YG Entertainment

มาวันนี้ลิซ่าได้กลายเป็นศิลปิน K-pop ที่มียอดผู้ติดตามมากที่สุดในโลก โดยมีผู้ติดตามใน Instagram เข้าใกล้ 20 ล้านคนเข้าไปทุกขณะ (แม้แต่จัสติน บีเบอร์ยังต้องกดติดตามเธอเลย) และกลายเป็นพรีเซนเตอร์จากแบรนด์ดังมากมาย ที่เห็นในทีวีบ้านเราก็เช่น AIS และ Samsung แต่เบื้องหลังความสำเร็จของเธอก็คือการซ้อมวันหนึ่งขั้นต่ำ 10 กว่าชั่วโมง ฝึกเรียนภาษาหลายภาษาจนร้องและพูดกับแฟน ๆ ได้หลายชาติ ลิซ่าไม่ทำให้ผิดหวังเลยสำหรับผู้ที่ตามเชียร์ตามสนับสนุนเธอมาตั้งแต่แรก ความพยายามแบบไม่หยุดหย่อนและความอดทนไม่ย่อท้อต่อความฝันของเธอ นี่แหละที่ทำให้เธอกลายเป็นสัญลักษณ์ของความพยายาม ชนะหัวใจคนไทย คนเอเชีย และคนอีกซีกโลกหนึ่งแบบไม่อาจเปลี่ยนใจไปรักใครได้อีก

และถือเป็นข่าวดีของแฟน ๆ คนไทย ลิซ่าและเพื่อน ๆ วง BLACKPINK จะกลับมาสร้างความสุขให้กับคนไทยอีกครั้งใน Concert ชื่อ 2019 WORLD TOUR BLACKPINK IN YOUR AREA BANGKOK: ENCORE ในเดือนกรกฎาคมนี้ ใครที่มีตั๋วแล้วก็อย่าลืมไปเลือกชอปสินค้าเพื่อให้ดูและเชียร์ได้สนุกขึ้น ซึ่งตอนนี้ทาง  Shopee กำลังนำสินค้ามาลดราคาในแคมเปญ Summer Sale รับประกันได้ว่ามีสินค้าดี ๆ พร้อมส่งอย่างรวดเร็วถึงมือคุณแน่นอน

พบกับแคมเปญ Shopee Free Shipping month ชอป 0บาท ก็ไม่มีค่าส่งทั่วไทย วันที่ 1-30 มิ.ย. 62 พร้อม 1 บาท Prize เล่นเกมทุกศุกร์ ลุ้นของรางวัลง่ายๆ Flash Sale เริ่ม 9 บ. รับเงินคืน 100% พร้อมสินค้าแบรนด์ คูปองส่วนลดทุกวัน

การศึกษาที่ดีจะทำให้เราจิตใจดีมากยิ่งขึ้นจริงหรือไม่

การศึกษาที่ดีจะทำให้เราจิตใจดีมากยิ่งขึ้นจริงหรือไม่

ในปัจจุบันนี้เรื่องของการศึกษานั้นมาเป็นหนึ่งเลยในประเทศไทยเพราะว่าการศึกษาที่ดีนั้นจะทำให้เราเป็นคนที่เก่งมากขึ้นไม่ว่าเราจะทำอะไรก็มักที่จะประสบความสำเร็จด้วยกันทั้งนั้น การที่เรามีการเรียนการศึกษานั้นถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากเลยเพราะว่าการศึกษาที่ดีจะทำให้เรานั้นเก่งและเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถที่มากยิ่งขึ้นอีกด้วย

                แต่ในปัจจุบันนี้การศึกษานั้นกลับมามีผลต่อจิตใจของเด็กอย่างมากเลยเพราะเกิดจากความเครียดนั่นเอง การเรียนจะประสบความสำเร็จได้เราก็จะต้องเป็นคนที่ดีแล้วเป็นคนที่เก่งเราจะต้องหมั่นศึกษาหาความรู้ให้มากๆเพื่ออนาคตที่ดีของเราเอง การที่เราเรียนเก่งแล้วมีน้ำใจไมตรีนั้นถือว่าเป็นการได้บุญอีกทางหนึ่งเลยก็ว่าได้เพราะการศึกษานั้นจะทำให้เราเป็นคนที่จิตใจดีมากขึ้นแต่ก็จะเป็นกับบางคนเท่านั้นนะ บางคนที่เรียนเก่งแต่ไม่ช่วยเหลือใครเอาแต่ตัวเองรอดอันนี้ถือว่าเราโชคร้ายแล้วแหละที่เจอคนแบบนี้

                แต่จะทำยังไงได้ในเมื่อการศึกษานั้นจะทำให้คนมีความคิดและจิตใจที่ดีขึ้นได้ก็จะขึ้นอยู่แค่กับบุคคลเท่านั้น ทุกเรื่องราวนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากที่สุดที่เราควรที่จะให้ความสนใจและใส่ใจไม่ควรมองข้าม เรื่องของการศึกษานั้นเราควรที่จะเปิดโลกกว้างให้ได้มากที่สุด ไม่มีใครหรอกที่จะเปิดโลกกว้างได้ถ้าหากตัวเราเองยังไม่ยอมเปิดโลกกว้างให้กับตนเองเลย

                หลายๆเรื่องราวนั้นเป็นเรื่องที่เราควรที่จะให้ความสนใจและใส่ใจอย่างมากถึงจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุด การศึกษาที่ดีจะทำให้เรานั้นเป็นคนที่มีจิตใจโอบอ้อมอารีย์แต่ก็จะมีคนที่ไม่เก่งแล้วพยายามจนถึงขั้นที่ตัวเองเก่งแล้วอันนี้จะค่อนข้างหวงวิชาเพราะว่ากว่าที่เค้าจะเรียนมาได้ขนาดนี้เค้าจะต้องพบเจอกับความเครียดที่มากเพียงไหนอันนี้ถือว่าเป็นหัวใจหลักที่สำคัญอย่างมากเลยที่เราจะต้องสอนให้เค้ารู้จักแบ่งปันอะไรที่เพื่อนไม่รู้ให้สอนกันไม่อย่างนั้นจะมีครูไว้ถ่ายทอดความรู้ทำไมจริงไหมเพราะเราก็อยากเห็นคนทุกๆยุคสมัยนั้นเก่งมากยิ่งขึ้น เราจะต้องเป็นคนที่เก่งแล้วเป็นคนที่มีน้ำใจควบคู่ไปด้วยอันนี้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากที่ไม่ควรมองข้าม แล้วยิ่งเราไม่มองข้ามก็จะทำให้เรานั้นประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น การศึกษานั้นจะเป็นเครื่องที่คอยขัดเกลาให้เรานั้นเป็นคนที่ดีและเป็นคนที่เก่งมากขึ้นไปอีกด้วย

การศึกษาในแต่ละวัยนั้นแตกต่างกันไป

การศึกษาในแต่ละวัยนั้นแตกต่างกันไป

เรื่องของการศึกษาในปัจจุบันนี้นั้นถือว่าเป็นเรื่องที่จำเป็นและสำคัญอย่างมากที่สุดเลยก็เป็นได้เพราะว่าการศึกษานั้นในสมัยนี้ก็ย่อมที่จะสอนให้ทุกคนเป็นคนดี บางกลุ่มนั้นที่จะเกเรซึ่งแน่นอนว่าเรื่องของการศึกษาที่ดีก็จะทำให้เรานั้นยิ่งเก่งและประสบความสำเร็จมากขึ้นกว่าเดิมได้อีกด้วย

                เรื่องของการศึกษานั้นเราควรที่จะใส่ใจอย่างมากถึงจะเป็นเรื่องที่ดีคนเรานั้นพ่อแม่ส่งมาให้ศึกษาเล่าเรียนเราก็ควรที่จะตั้งใจเรียนเพื่อเราจะได้ตอบแทนคุณพ่อแม่แต่ก็จะมีบางคนนั้นที่อาจจะคิดไม่ได้ผลาญเงินพ่อแม่ไปวันๆแบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่ดียิ่งนัก

                หากพูดถึงในเรื่องของการศึกษานั้นต้องบอกก่อนเลยว่าการศึกษาจะต้องเรียนเป็นลำดับขั้นลำดับชั้นไปตั้งแต่อนุบาล1จนถึงเรียนจบปริญญาเอกอยู่ที่ว่าเรามีกำลังเงินพอที่จะศึกษาให้สูงมากเท่าไหนเรื่องของการศึกษานั้นเป็นเรื่องที่ดี เราไม่ควรที่จะมองข้ามหากมองข้ามไปแล้วนั้นเราเองที่จะต้องเสียผลประโยชน์อีกด้วย การศึกษาของเราในสมัยนี้นั้นเป็นเรื่องที่เราต้องใช้ความเข้าใจอย่างมาก มีใครบ้างที่อยากจะให้การศึกษานั้นไม่ดี เชื่อว่าไม่มีเรื่องของการศึกษานั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราต้องให้ความสนใจอย่างมาก ว่าการเรียนนั้นต้องมีลำดับขั้นขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกลำดับขั้นแบบไหนถึงจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุดทุกสิ่งทุกอย่างนั้นจะถือว่าเป็นเรื่องที่จำเป็นและสำคัญอย่างมากที่สุดที่เราไม่ควรมองข้ามเรื่องของการศึกษานั้นเราจะต้องเรียนตั้งแต่แรกจนโตไปเรื่อยๆสะสมไปเรื่อยๆแล้วเราจะมีความรู้ที่ติดตัวกันไปเองมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

                หลายๆเรื่องราวนั้นเป็นเรื่องที่เราต้องให้ความสนใจและใส่ใจ การศึกษาเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากหากเราเข้าใจนั้นก็จะเป็นเรื่องที่ดีที่จะทำให้ประสบความสำเร็จทุกอย่าง ความรู้นั้นไม่มีใครที่จะให้เราได้หรือบอกเราได้ตลอดเราได้เรียนจากคุณครูแล้วเราก็อย่าหยุดนิ่งที่จะพัฒนาจงเรียนรู้ต่อไปให้มากที่สุดเพื่ออนาคตของตนเอง เราเรียนมากเท่าไหร่เราก็จะยิ่งมีความรู้มากขึ้นเท่านั้น ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นเรื่องที่เราต้องใช้ความเข้าใจและความสนใจถึงจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุด การศึกษาไทยในปัจจุบันนี้จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามควรที่จะให้ความสำคัญเป็นอย่างดีเพราะการศึกษาจะช่วยทำให้เราเป็นคนที่รู้จักใช้ความคิดมากขึ้นอีกด้วย เราจึงอย่ามองข้ามในเรื่องของการศึกษา

Reading

วิธีอ่านหนังสือให้จดจำได้แม่นยำ2019

เชื่อว่าหลายคนคงจะประสบปัญหานี้..บางคนอ่านทั้งวันทั้งคืน  ..ตอนอ่านก็จำได้แต่พอตอนสอบดันลืม..และบางคนก็ชอบว่าตัวเองว่าโง่  หรือบอกว่าตนความจำไม่ดี  เคยสงสัยไหมทำไมเพื่อนบางคนอ่านรอบเดี่ยวจำได้..วันนี้เราจะมาไขความลับกันค่ะ(เนื้อหาที่จะกล่าวดังต่อไปนี้ได้มาจากการสังเกตการอ่านของเพื่อนที่เรียนเก่ง  จากหนังสือ จากผู้เชี่ยวชาญด้านสมอง  จากการสืบค้นในอินเตอร์เน็ต  และได้นำมาใช้กับตนเองแล้วได้ผลจึงอยากที่จะมาแชร์ต่อค่ะ

1. สิ่งนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญมาก…ปัจจุบันเด็กไทยมีสมาธิสั้นมาก. ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้อ่านหนังสืออย่างไรก็ไม่จำ..การแก้ไขของดิฉันคือ  เลือกเวลาอ่านทีตนเองมีสมาธิมากที่สุดในการอ่านหนังสือ..ซึ่งเวลาการอ่านของแต่ละคนจะแตกต่างกันไปบางคนมีสมาธิมากตอนดึกๆ เงียบๆ บางคนมีสมาธิตอนหัวค่ำ หรือบางคนอาจจะเป็นตอนเช้า..และเวลาอ่านพยายามให้อยู่ห่างจากสิ่งเร้าต่าง ๆ เช่น อินเตอร์เน็ต  โทรศัพท์ ถ้าปิดได้ก็ควรจะปิดไปเลย..

2. อ่านซ้ำ ๆ วิธีนี้ได้มาจากหนังสือค่ะ เค้าบอกให้อ่านอย่างน้อยวันละ 3 หรือ 9 ครั้ง บางคนบอกทำไมอ่านเยอะจังแค่ครั้งเดียวก็ขี้เกียจละ. แต่เค้าไม่ได้บอกให้อ่านครั้งละเป็นชั่วโมงนิคะ อ่านครั้งละ 1 นาทีก็ยังได้ เพราะว่าสมองเราจะจำในสิ่งหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ค่ะยิ่งสามครั้งขึ้นไปจะจำได้ดีเลยทีเดียว เคยสังเกตไหมคะว่าทำไมเนื้อหาที่เราเรียนไปเมื่อปีที่แล้วหรือสัปดาห์ที่ แล้วเรามักจะคืนความรู้ครูไปหมด  ก็เพราะว่าเราไม่ได้กลับมาทบทวนมันนั่นเอง

3. วิธีที่กล่าวมาแล้วสองข้อนั้นจะใช้ได้ดีในวิชาที่ต้องท่องจำ แต่วิชาที่ต้องทำความเข้าใจล่ะ เช่น คณิต ฟิสิกส์ หรือแม้แต่ธรรมะ ซึ่งหากเราไม่เข้าใจแล้วต่อให้มีสมาธิ หรืออ่านซ้ำเป็น 1000 รอบ ก็ย่อมไม่เกิดประโยชน์อะไร เพราะฉะนั้นหากมีอะไรที่ไม่เข้าใจในเนื้อหาที่เรียนให้ถามครูผู้สอนหรือผู้รู้ทันที เด็กไทยส่วนใหญ่มักจะไม่กล้าถามเพราะกลัวตนเองจะดูโง่ในสายตาเพื่อนหรือผู้อื่น ดิฉันเคยอ่านเจอคำคมหนึ่งในหนังสือบอกไว้ว่า คนที่ถามจะโง่ครั้งเดียว แต่คนที่ไม่ถามจะโง่ตลอดไป