ลิซ่า BLACKPINK มีดีอะไร ทำไมใคร ๆ ต่างก็รักเธอ

BLACKPINK

นาทีนี้ถ้าพูดถึงเกิร์ลกรุ๊ป K-pop ที่มียอดจองและแย่งชิงตั๋วและบัตรกำนัลกันแบบวินาทีแล้วล่ะก็ มั่นใจได้เลยว่าหนีชื่อ BLACKPINK ไปไม่พ้นแน่นอน เพราะ 4 สาวมหัศจรรย์ได้สร้างความนิยมถล่มทลายไปแล้วแทบทุกทวีปบนโลก แม้แต่โลกตะวันตกอย่างยุโรปหรืออเมริกาที่วัฒนธรรมแตกต่างกับเอเชียอย่างสุดขั้ว สาว ๆ BLACKPINK ก็ขึ้นไปแสดงฝีมือบนเวทีใหญ่ ๆ อย่างเทศกาลดนตรี Coachella มาแล้ว ไม่เพียงแค่นั้น ชาร์ตเพลงอเมริกาอย่าง Billboard ที่เพลงจากโลกตะวันออกยากจะหลุดเข้าไป BLACKPINK ก็ทำสำเร็จมาแล้วเช่นกันจากหลายซิงเกิล

ด้วยความสำเร็จถล่มทลายขนาดนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสมาชิกทั้ง 4 ต่างก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งเมื่อมารวมตัวกันกลับช่วยกันสร้างสีสันและมีเคมีลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ สมกับที่ YG Entertainment ตั้งใจให้วงนี้ประสบความสำเร็จตามรุ่นพี่ (YG ไม่ได้สร้างเกิร์ลกรุ๊ปอีกเลยตั้งแต่ 2NE1) และสำหรับคนไทยก็ต้องถือว่าพิเศษมาก ๆ เนื่องจากหนึ่งในสมาชิกของวงนั้นเป็นคนไทยแท้ ๆ ณ วันนี้เธอได้กลายเป็นหนึ่งในคนไทยที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งในเวทีโลก เธอคนนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากสาวสวยคนเก่งของเรา “ลิซ่า ลลิสา มโนบาล” วันนี้เรามาทำความรู้จักเธอให้มากขึ้น จะได้รู้ว่าทำไมเธอถึงครองหัวใจของคนทั่วโลกได้อยู่หมัด

ลิซ่า หรือ ชื่อจริงว่าลลิสา มโนบาล ปัจจุบันอายุ 22 ปี เธอเป็นน้องคนเล็กของวง (เกาหลีจะเรียกคนอายุน้อยสุดในวงว่ามักเน่) เป็นคนกรุงเทพมหานครโดยกำเนิด ลิซ่าเป็นลูกคนเดียวของครอบครัว พ่อเลี้ยงของเธอเป็นเชฟชาวสวิสเซอร์แลนด์ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ลิซ่าพูดภาษาอังกฤษได้ดีเหมือนเจ้าของภาษา ตำแหน่งเวลาอยู่ในวง BLACKPINK ของเธอได้แก่แร็ปเปอร์ แดนเซอร์ และซับโวคอล โดยเฉพาะการเต้นของเธอนั้นได้รับการยกย่องว่าเป็นพรสวรรค์อย่างแท้จริงที่น้อยคนนักจะมีได้

แม้ว่าเธอจะประสบความสำเร็จอย่างสูงกับ BLACKPINK แต่รู้ไหมว่ากว่าจะมาถึงจุดนี้นั้นไม่ง่ายเลย เพราะขึ้นชื่อว่าเกาหลีย่อมรู้กันดีว่าเป็นชาติที่ทำงานหนักมากถึงมากที่สุด เป็นที่พูดกันในหมู่สาวก K-pop เป็นประจำว่าวงการศิลปินไอดอลเกาหลีนั้นเป็นวงการที่แข่งขันกันดุเดือดเชือดคอ เหนื่อยมากจนมีคนมากมายที่ยอมแพ้ ยากแม้กระทั่งสำหรับคนเกาหลีเอง แล้วยิ่งลิซ่าเป็นคนไทย เธอจึงต้องพยายามมากกว่าคนอื่นหลายเท่าตัว ไหนจะเรื่องภาษาที่เธอจะต้องเริ่มเรียนภาษาเกาหลีจากศูนย์ให้เท่ากับคนเกาหลีเพื่อให้ร้องเพลงได้ ไหนจะเรื่องการปรับตัวกับการใช้ชีวิตในประเทศที่ไม่คุ้นเคยอีก เห็นได้ชัดเลยว่าแรงกดดันนั้นมหาศาลจริง ๆ

ก้าวแรกของลิซ่ากับ YG Entertainment เริ่มต้นจากรายการ YG Audition Thailand เมื่อปี 2010 โดยทีมงานจะคัดเลือกเพียงคนเดียวจากผู้สมัครทั้งหมด 4,000 คน ลิซ่าได้กลายเป็นเด็กฝึกของ YG จากรายการนี้ จากนั้นเธอจึงค่อย ๆ ได้รับงานแฟชั่น งานมิวสิกวิดีโอ แต่แฟน ๆ ที่เอาใจช่วยและตัวลิซ่าเองก็ต้องใช้เวลากว่า 6 ปี เป็นช่วงเวลา 6 ปีที่ยาวนานและแทบไม่เห็นอนาคต แต่จนแล้วจนรอด ในที่สุดลิซ่าก็ได้ถือกำเนิดขึ้นเป็นดาวรุ่งดวงใหม่ด้วยการเดบิวท์เป็นหนึ่งในวงศิลปินเกิร์ลกรุ๊ปนาม BLACKPINK ร่วมกับอีกสามสาวสวยและเก่งอย่าง จีซู เจนนี่ และโรเซ่ ลิซ่าเป็นศิลปินต่างชาติคนเดียวที่ได้เดบิวท์กับ YG Entertainment

มาวันนี้ลิซ่าได้กลายเป็นศิลปิน K-pop ที่มียอดผู้ติดตามมากที่สุดในโลก โดยมีผู้ติดตามใน Instagram เข้าใกล้ 20 ล้านคนเข้าไปทุกขณะ (แม้แต่จัสติน บีเบอร์ยังต้องกดติดตามเธอเลย) และกลายเป็นพรีเซนเตอร์จากแบรนด์ดังมากมาย ที่เห็นในทีวีบ้านเราก็เช่น AIS และ Samsung แต่เบื้องหลังความสำเร็จของเธอก็คือการซ้อมวันหนึ่งขั้นต่ำ 10 กว่าชั่วโมง ฝึกเรียนภาษาหลายภาษาจนร้องและพูดกับแฟน ๆ ได้หลายชาติ ลิซ่าไม่ทำให้ผิดหวังเลยสำหรับผู้ที่ตามเชียร์ตามสนับสนุนเธอมาตั้งแต่แรก ความพยายามแบบไม่หยุดหย่อนและความอดทนไม่ย่อท้อต่อความฝันของเธอ นี่แหละที่ทำให้เธอกลายเป็นสัญลักษณ์ของความพยายาม ชนะหัวใจคนไทย คนเอเชีย และคนอีกซีกโลกหนึ่งแบบไม่อาจเปลี่ยนใจไปรักใครได้อีก

และถือเป็นข่าวดีของแฟน ๆ คนไทย ลิซ่าและเพื่อน ๆ วง BLACKPINK จะกลับมาสร้างความสุขให้กับคนไทยอีกครั้งใน Concert ชื่อ 2019 WORLD TOUR BLACKPINK IN YOUR AREA BANGKOK: ENCORE ในเดือนกรกฎาคมนี้ ใครที่มีตั๋วแล้วก็อย่าลืมไปเลือกชอปสินค้าเพื่อให้ดูและเชียร์ได้สนุกขึ้น ซึ่งตอนนี้ทาง  Shopee กำลังนำสินค้ามาลดราคาในแคมเปญ Summer Sale รับประกันได้ว่ามีสินค้าดี ๆ พร้อมส่งอย่างรวดเร็วถึงมือคุณแน่นอน

พบกับแคมเปญ Shopee Free Shipping month ชอป 0บาท ก็ไม่มีค่าส่งทั่วไทย วันที่ 1-30 มิ.ย. 62 พร้อม 1 บาท Prize เล่นเกมทุกศุกร์ ลุ้นของรางวัลง่ายๆ Flash Sale เริ่ม 9 บ. รับเงินคืน 100% พร้อมสินค้าแบรนด์ คูปองส่วนลดทุกวัน

การศึกษาที่ดีจะทำให้เราจิตใจดีมากยิ่งขึ้นจริงหรือไม่

การศึกษาที่ดีจะทำให้เราจิตใจดีมากยิ่งขึ้นจริงหรือไม่

ในปัจจุบันนี้เรื่องของการศึกษานั้นมาเป็นหนึ่งเลยในประเทศไทยเพราะว่าการศึกษาที่ดีนั้นจะทำให้เราเป็นคนที่เก่งมากขึ้นไม่ว่าเราจะทำอะไรก็มักที่จะประสบความสำเร็จด้วยกันทั้งนั้น การที่เรามีการเรียนการศึกษานั้นถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากเลยเพราะว่าการศึกษาที่ดีจะทำให้เรานั้นเก่งและเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถที่มากยิ่งขึ้นอีกด้วย

                แต่ในปัจจุบันนี้การศึกษานั้นกลับมามีผลต่อจิตใจของเด็กอย่างมากเลยเพราะเกิดจากความเครียดนั่นเอง การเรียนจะประสบความสำเร็จได้เราก็จะต้องเป็นคนที่ดีแล้วเป็นคนที่เก่งเราจะต้องหมั่นศึกษาหาความรู้ให้มากๆเพื่ออนาคตที่ดีของเราเอง การที่เราเรียนเก่งแล้วมีน้ำใจไมตรีนั้นถือว่าเป็นการได้บุญอีกทางหนึ่งเลยก็ว่าได้เพราะการศึกษานั้นจะทำให้เราเป็นคนที่จิตใจดีมากขึ้นแต่ก็จะเป็นกับบางคนเท่านั้นนะ บางคนที่เรียนเก่งแต่ไม่ช่วยเหลือใครเอาแต่ตัวเองรอดอันนี้ถือว่าเราโชคร้ายแล้วแหละที่เจอคนแบบนี้

                แต่จะทำยังไงได้ในเมื่อการศึกษานั้นจะทำให้คนมีความคิดและจิตใจที่ดีขึ้นได้ก็จะขึ้นอยู่แค่กับบุคคลเท่านั้น ทุกเรื่องราวนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากที่สุดที่เราควรที่จะให้ความสนใจและใส่ใจไม่ควรมองข้าม เรื่องของการศึกษานั้นเราควรที่จะเปิดโลกกว้างให้ได้มากที่สุด ไม่มีใครหรอกที่จะเปิดโลกกว้างได้ถ้าหากตัวเราเองยังไม่ยอมเปิดโลกกว้างให้กับตนเองเลย

                หลายๆเรื่องราวนั้นเป็นเรื่องที่เราควรที่จะให้ความสนใจและใส่ใจอย่างมากถึงจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุด การศึกษาที่ดีจะทำให้เรานั้นเป็นคนที่มีจิตใจโอบอ้อมอารีย์แต่ก็จะมีคนที่ไม่เก่งแล้วพยายามจนถึงขั้นที่ตัวเองเก่งแล้วอันนี้จะค่อนข้างหวงวิชาเพราะว่ากว่าที่เค้าจะเรียนมาได้ขนาดนี้เค้าจะต้องพบเจอกับความเครียดที่มากเพียงไหนอันนี้ถือว่าเป็นหัวใจหลักที่สำคัญอย่างมากเลยที่เราจะต้องสอนให้เค้ารู้จักแบ่งปันอะไรที่เพื่อนไม่รู้ให้สอนกันไม่อย่างนั้นจะมีครูไว้ถ่ายทอดความรู้ทำไมจริงไหมเพราะเราก็อยากเห็นคนทุกๆยุคสมัยนั้นเก่งมากยิ่งขึ้น เราจะต้องเป็นคนที่เก่งแล้วเป็นคนที่มีน้ำใจควบคู่ไปด้วยอันนี้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากที่ไม่ควรมองข้าม แล้วยิ่งเราไม่มองข้ามก็จะทำให้เรานั้นประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น การศึกษานั้นจะเป็นเครื่องที่คอยขัดเกลาให้เรานั้นเป็นคนที่ดีและเป็นคนที่เก่งมากขึ้นไปอีกด้วย

การศึกษาในแต่ละวัยนั้นแตกต่างกันไป

การศึกษาในแต่ละวัยนั้นแตกต่างกันไป

เรื่องของการศึกษาในปัจจุบันนี้นั้นถือว่าเป็นเรื่องที่จำเป็นและสำคัญอย่างมากที่สุดเลยก็เป็นได้เพราะว่าการศึกษานั้นในสมัยนี้ก็ย่อมที่จะสอนให้ทุกคนเป็นคนดี บางกลุ่มนั้นที่จะเกเรซึ่งแน่นอนว่าเรื่องของการศึกษาที่ดีก็จะทำให้เรานั้นยิ่งเก่งและประสบความสำเร็จมากขึ้นกว่าเดิมได้อีกด้วย

                เรื่องของการศึกษานั้นเราควรที่จะใส่ใจอย่างมากถึงจะเป็นเรื่องที่ดีคนเรานั้นพ่อแม่ส่งมาให้ศึกษาเล่าเรียนเราก็ควรที่จะตั้งใจเรียนเพื่อเราจะได้ตอบแทนคุณพ่อแม่แต่ก็จะมีบางคนนั้นที่อาจจะคิดไม่ได้ผลาญเงินพ่อแม่ไปวันๆแบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่ดียิ่งนัก

                หากพูดถึงในเรื่องของการศึกษานั้นต้องบอกก่อนเลยว่าการศึกษาจะต้องเรียนเป็นลำดับขั้นลำดับชั้นไปตั้งแต่อนุบาล1จนถึงเรียนจบปริญญาเอกอยู่ที่ว่าเรามีกำลังเงินพอที่จะศึกษาให้สูงมากเท่าไหนเรื่องของการศึกษานั้นเป็นเรื่องที่ดี เราไม่ควรที่จะมองข้ามหากมองข้ามไปแล้วนั้นเราเองที่จะต้องเสียผลประโยชน์อีกด้วย การศึกษาของเราในสมัยนี้นั้นเป็นเรื่องที่เราต้องใช้ความเข้าใจอย่างมาก มีใครบ้างที่อยากจะให้การศึกษานั้นไม่ดี เชื่อว่าไม่มีเรื่องของการศึกษานั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราต้องให้ความสนใจอย่างมาก ว่าการเรียนนั้นต้องมีลำดับขั้นขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกลำดับขั้นแบบไหนถึงจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุดทุกสิ่งทุกอย่างนั้นจะถือว่าเป็นเรื่องที่จำเป็นและสำคัญอย่างมากที่สุดที่เราไม่ควรมองข้ามเรื่องของการศึกษานั้นเราจะต้องเรียนตั้งแต่แรกจนโตไปเรื่อยๆสะสมไปเรื่อยๆแล้วเราจะมีความรู้ที่ติดตัวกันไปเองมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

                หลายๆเรื่องราวนั้นเป็นเรื่องที่เราต้องให้ความสนใจและใส่ใจ การศึกษาเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากหากเราเข้าใจนั้นก็จะเป็นเรื่องที่ดีที่จะทำให้ประสบความสำเร็จทุกอย่าง ความรู้นั้นไม่มีใครที่จะให้เราได้หรือบอกเราได้ตลอดเราได้เรียนจากคุณครูแล้วเราก็อย่าหยุดนิ่งที่จะพัฒนาจงเรียนรู้ต่อไปให้มากที่สุดเพื่ออนาคตของตนเอง เราเรียนมากเท่าไหร่เราก็จะยิ่งมีความรู้มากขึ้นเท่านั้น ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นเรื่องที่เราต้องใช้ความเข้าใจและความสนใจถึงจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุด การศึกษาไทยในปัจจุบันนี้จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามควรที่จะให้ความสำคัญเป็นอย่างดีเพราะการศึกษาจะช่วยทำให้เราเป็นคนที่รู้จักใช้ความคิดมากขึ้นอีกด้วย เราจึงอย่ามองข้ามในเรื่องของการศึกษา

Reading

วิธีอ่านหนังสือให้จดจำได้แม่นยำ2019

เชื่อว่าหลายคนคงจะประสบปัญหานี้..บางคนอ่านทั้งวันทั้งคืน  ..ตอนอ่านก็จำได้แต่พอตอนสอบดันลืม..และบางคนก็ชอบว่าตัวเองว่าโง่  หรือบอกว่าตนความจำไม่ดี  เคยสงสัยไหมทำไมเพื่อนบางคนอ่านรอบเดี่ยวจำได้..วันนี้เราจะมาไขความลับกันค่ะ(เนื้อหาที่จะกล่าวดังต่อไปนี้ได้มาจากการสังเกตการอ่านของเพื่อนที่เรียนเก่ง  จากหนังสือ จากผู้เชี่ยวชาญด้านสมอง  จากการสืบค้นในอินเตอร์เน็ต  และได้นำมาใช้กับตนเองแล้วได้ผลจึงอยากที่จะมาแชร์ต่อค่ะ

1. สิ่งนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญมาก…ปัจจุบันเด็กไทยมีสมาธิสั้นมาก. ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้อ่านหนังสืออย่างไรก็ไม่จำ..การแก้ไขของดิฉันคือ  เลือกเวลาอ่านทีตนเองมีสมาธิมากที่สุดในการอ่านหนังสือ..ซึ่งเวลาการอ่านของแต่ละคนจะแตกต่างกันไปบางคนมีสมาธิมากตอนดึกๆ เงียบๆ บางคนมีสมาธิตอนหัวค่ำ หรือบางคนอาจจะเป็นตอนเช้า..และเวลาอ่านพยายามให้อยู่ห่างจากสิ่งเร้าต่าง ๆ เช่น อินเตอร์เน็ต  โทรศัพท์ ถ้าปิดได้ก็ควรจะปิดไปเลย..

2. อ่านซ้ำ ๆ วิธีนี้ได้มาจากหนังสือค่ะ เค้าบอกให้อ่านอย่างน้อยวันละ 3 หรือ 9 ครั้ง บางคนบอกทำไมอ่านเยอะจังแค่ครั้งเดียวก็ขี้เกียจละ. แต่เค้าไม่ได้บอกให้อ่านครั้งละเป็นชั่วโมงนิคะ อ่านครั้งละ 1 นาทีก็ยังได้ เพราะว่าสมองเราจะจำในสิ่งหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ค่ะยิ่งสามครั้งขึ้นไปจะจำได้ดีเลยทีเดียว เคยสังเกตไหมคะว่าทำไมเนื้อหาที่เราเรียนไปเมื่อปีที่แล้วหรือสัปดาห์ที่ แล้วเรามักจะคืนความรู้ครูไปหมด  ก็เพราะว่าเราไม่ได้กลับมาทบทวนมันนั่นเอง

3. วิธีที่กล่าวมาแล้วสองข้อนั้นจะใช้ได้ดีในวิชาที่ต้องท่องจำ แต่วิชาที่ต้องทำความเข้าใจล่ะ เช่น คณิต ฟิสิกส์ หรือแม้แต่ธรรมะ ซึ่งหากเราไม่เข้าใจแล้วต่อให้มีสมาธิ หรืออ่านซ้ำเป็น 1000 รอบ ก็ย่อมไม่เกิดประโยชน์อะไร เพราะฉะนั้นหากมีอะไรที่ไม่เข้าใจในเนื้อหาที่เรียนให้ถามครูผู้สอนหรือผู้รู้ทันที เด็กไทยส่วนใหญ่มักจะไม่กล้าถามเพราะกลัวตนเองจะดูโง่ในสายตาเพื่อนหรือผู้อื่น ดิฉันเคยอ่านเจอคำคมหนึ่งในหนังสือบอกไว้ว่า คนที่ถามจะโง่ครั้งเดียว แต่คนที่ไม่ถามจะโง่ตลอดไป